รูปแบบของธุรกิจ (Business Model)

ในปัจจุบันประเทศไทยมีความเจริญก้าวหน้าในด้านเศรษฐกิจเป็นอย่างมาก ก่อให้เกิดธุรกิจในหลากหลายรูปแบบเพื่อเป็นกำลังสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจของชาติ ซึ่งการประกอบธุรกิจอาจดำเนินการได้ในหลายรูปแบบ ขึ้นอยู่กับลักษณะของกิจการการค้า เงินทุน ความรู้ความสามารถในการดำเนินธุรกิจ ดังนั้นก่อนการตัดสินใจเลือกดำเนินธุรกิจการค้าในรูปแบบใดนั้น ผู้ประกอบการ/เจ้าของกิจการ จะต้องสามารถเลือกรูปแบบองค์กรธุรกิจได้เหมาะสม ทั้งนี้เพื่อให้การประกอบธุรกิจเป็นไปอย่างเหมาะสม นำมาซึ่งผลประโยชน์และกำไรสูงสุดแก่กิจการ

ซึ่งในปัจจุบัน รูปแบบธุรกิจในประเทศไทยประกอบไปด้วย 7 รูปแบบที่สำคัญและเป็นไปตามกฏ ระเบียบ ข้อบังคับทางกฏหมาย ดังนี้

  1. กิจการเจ้าของคนเดียว (Single Proprietorship) คือ ประเภทของธุรกิจแบบบุคคลธรรมดา เนื่องจากกิจการหรือธุรกิจรูปแบบนี้มี “บุคคลธรรมดา” เพียงบุคคลเดียวเป็นเจ้าของกิจการ และเป็นผู้ลงทุน ไม่มีหุ้นส่วน จึงมีกรรมสิทธิ์ในสินทรัพย์ทั้งหมดของกิจการ ในขณะเดียวกันก็รับภาระหนี้สินของกิจการอย่างไม่จำกัดความรับผิดชอบเช่นกัน ยกตัวอย่างเช่น ธุรกิจร้านอาหาร ร้านเสริมสวย คลินิคทำฟัน ร้านค้าออนไลน์ เป็นต้น
  2. ห้างหุ้นส่วนสามัญ (Ordinary partnership) คือรูปแบบธุรกิจที่บุคคลธรรมดาตั้งแต่ 2 คนขึ้นไป มาร่วมลงทุนและดำเนินกิจการหรือธุรกิจร่วมกัน โดยมีวัตถุประสงค์ในการแบ่งปันผลกำไรจากการทำธุรกิจและรับผิดชอบหนี้สินร่วมกันโดยไม่จำกัดจำนวน โดยรูปแบบธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วนสามัญจะจดทะเบียนหรือไม่ก็ได้ ดังนั้นห้างหุ้นส่วนสามัญที่ไม่จดทะเบียนจะมีฐานะเป็นบุคคลธรรมดา และห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียนจะมีสภาพเป็นนิติบุคคล
  3. ห้างหุ้นส่วนจำกัด (Limited partnership) คือรูปแบบธุรกิจประเภทห้างหุ้นส่วนที่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล และใช้คำว่า “ห้างหุ้นส่วนจำกัด” เนื่องจากแตกต่างจากห้างหุ้นส่วนสามัญที่จดทะเบียน เนื่องจากธุรกิจรูปแบบนี้ประกอบไปด้วยผู้เป็นหุ้นส่วน 2 ประเภท คือ
  • หุ้นส่วนประเภทจำกัดความรับผิดชอบ จะถูกจำกัดหน้าที่ความรับผิดชอบในด้านหนี้สินของกิจการไว้เพียงจำนวนเงินที่ตนเองลงทุนเท่านั้น
  • หุ้นส่วนประเภทไม่จำกัดความรับผิดชอบ จะมีหน้าที่รับผิดชอบหนี้สินของกิจการโดยไม่จำกัดจำนวน ซึ่งอาจเป็นหุ้นส่วนเพียงคนเดียวหรือหลายคนก็ได้
  1. บริษัทจำกัด (Company limited) คือ ประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล ก่อตั้งขึ้นด้วยบุคคลตั้งแต่ 3 คนขึ้นไป เข้าร่วมลงทุนโดยแบ่งทุนเป็นหุ้น ซึ่งแต่ละหุ้นมีมูลค่าเท่าๆกัน ดังนั้นผู้ถือหุ้นแต่ละคนจะมีหน้าที่รับผิดชอบในหนี้สินเท่ากับมูลค่าของหุ้นที่ซื้อไว้เท่านั้น และหุ้นดังกล่าวนั้นไม่สามารถแบ่งแยกได้
  2. บริษัทมหาชนจำกัด (Public company limited) คือ ประเภทธุรกิจที่มีการจดทะเบียนเป็นนิติบุคคล มีกรรมการตั้งแต่ 5 คนขึ้นไปและมีจำนวนผู้ถือหุ้นไม่ต่ำกว่า 15 คน โดยแต่ละคนไม่จำเป็นต้องถือจำนวนหุ้นเท่ากันและมีความรับผิดชอบในหนี้สินเท่ากับมูลค่าของหุ้นที่ซื้อไว้เท่านั้น อีกทั้งบริษัทสามารถนำหุ้นจำนวนหนึ่งออกจำหน่ายให้ประชาชนทั่วไปได้และประชาชนผู้ซื้อหุ้นจึงเป็นเจ้าของกิจการนั้นตามสัดส่วนของหุ้นที่ถืออยู่ ธุรกิจประเภทนี้จึงถูกเรียกว่า บริษัทมหาชนจำกัด
  3. สหกรณ์ (Co-operative) คือ รูปแบบธุรกิจที่จัดตั้งขึ้นด้วยวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือซึ่งกันและกันในหมู่สมาชิก โดยไม่คำนึงถึงทรัพย์สินและผลกำไร เป็นการรวมกลุ่มของบุคคลตั้งแต่ 10 คนขึ้นไปด้วยความสมัครใจเพื่อดำเนินกิจการร่วมกันด้วยจุดมุ่งหมายบรรเทาและแก้ไขปัญหาความเดือดร้อนทางเศรษฐกิจและส่งเสริมผลประโยชน์ร่วมกันของสมาชิก ซึ่งกิจการสหกรณ์มีหลายรูปแบบ เช่น สหกรณ์ออมทรัพย์ สหกรณ์การเกษตร สหกรณ์ร้านค้า เป็นต้น
  4. รัฐวิสาหกิจ (State enterprises) คือรูปแบบธุรกิจของบริษัทหรือห้างหุ้นส่วนนิติบุคคลที่มีรัฐบาลเข้าร่วมทุนเกินกว่า 50% การบริหารงานจึงอยู่ระหว่างระบบราชการและระบบเอกชน ธุรกิจรูปแบบนี้จะเกิดขึ้นเฉพาะกิจการบางประเภทที่เป็นสิ่งจำเป็นต่อส่วนรวม เช่น กิจการน้ำมัน กิจการไฟฟ้า เป็นต้น ทั้งนี้เพื่อป้องกันการผูกขาดและเป็นการหารายได้เข้ารัฐบาลเพื่อนำไปพัฒนาประเทศนอกเหนือจากการเก็บภาษีอากร

ดังนั้นจะเห็นได้ว่ารูปแบบธุรกิจทั้ง 7 ประเภทนั้นมีความคล้ายคลึงกันแต่แตกต่างกันตามข้อกำหนดทางกฏหมาย ดังนั้นก่อนการจัดตั้งองค์กรธุรกิจ ผู้ประกอบการจะต้องมีความรู้สามารถตัดสินใจเลือกรูปแบบที่เหมาะสมต่อการดำเนินธุรกิจของตนเองได้ เพื่อให้รูปแบบธุรกิจเหล่านี้ก่อให้เกิดประโยชน์สูงสุดทั้งในแง่การบริหารจัดการภายในและภาษีที่เกี่ยวข้อง

ใส่ความเห็น

This site uses Akismet to reduce spam. Learn how your comment data is processed.